ซิงเกิลเอนต์ 10 วัตต์ แบบชันต์เร็กกูเลเตอร์ โดย อ.ประพันธ์ พิพัฒนสุข

ภาพนี้ถ่ายเมื่อ วันที่ 21 มิถุนายน 2562  ที่แหล่งเรียนรู้เครื่องเสียงโบราณ บ้านหนองญาติ  ต.หนองญาติ อ.เมือง จ.นครพนม

อาจารย์ประพันธ์  พิพัฒนสุข  อดีด อาจารย์ 3 ระดับ 9 กรมอาชีวศึกษา  เกษียณเมื่อ 15 ปีก่อน  ปัจจุบัน อาจารย์ ยังแข็งแรง
สุขภาพดี ปั่นจักรยานออกกำลังกายทุกวัน ระหว่าง บ้านหนองญาติ ต.หนองญาติ อ.เมือง จ.นครพนม  ซึ่งอยู่ห่าง
จากตัวเมืองนครพนม ประมาณ 7-8 กม.  ผู้ที่เดินทางไปจากสกลนครผ่านไปทาง อ.ท่าแร่ ไปจ.นครพนม  จะผ่านทางเข้าสนามบิน
นครพนม และอีกประมาณ 6 กม.ก็จะถึงบ้านหนองญาติ ที่บ้านพักของอาจารย์ที่บ้านหนองญาติ จะทำเป็นศูนย์เรียนรู้
เครื่องเสียงโบราณ เครื่องแอมป์หลอด  มีผู้คนที่ไปจากจังหวัดต่าง ๆไปเรียนรู้บ่อย ๆ  ที่สำคัญคือฟรี ไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ
อาจารย์จะมีความสุขในการพบปะกับผู้คนที่สนใจเครื่องเสียงโบราณ  ท่านผู้อ่านถ้าผ่านไปก็อย่าลืมแวะเยี่ยมชมนะครับ

และนอกจากจะตั้งรับอยู่ที่บ้านพักแล้ว อาจารย์ยังเดินทางไปให้ความรู้กับนักเรียน นักศึกษาตามสถาบันต่าง ๆ  เมื่อเดือน 06/62
ที่ผ่านมา ก็ไปแถบอีสานใต้ หลายจังหวัด ไปแสดงเครื่องเสียงโบราณ พร้อมบรรยาย และปฏิบัติการ มีอุปกรณ์ไปแสดงครบครัน
และแต่ละครั้งก็จะได้ผลงานของผู้มาลงมือปฏิบัติได้แอมป์หลอด จริง ๆไปใช้งานได้เลย  หากสถานศึกษาได้สนใจ
อยากจะเชิญ อาจารย์ไปให้ความรู้ก็ติดต่อไปได้ที่ หมายเลขโทรศัพท์ 087-945-0101
วันนี้มีผลงานของอาจารย์ ที่เขียนลงในนิตยสารหลายเล่ม มาเสนอ  โดยเฉพาะเรื่องที่นำมานี้ ผมได้นำไป
ทำเป็นแอมป์หลอดแล้ว  เสียงดีมาก ครับ  สำคัญที่สุด คือไม่มี ฮัมไม่มีจี่  เงียบสงัดจริง ๆ

นิคม พวงรัตน์  22/07/2562

——————————————————————————————————————————————————–
ซิงเกิลเอนต์ 10 วัตต์ แบบชันต์เร็กกูเลเตอร์
ประพันธ์ พิพัฒนสุข

ในบทความนี้เราจะมาเรียนรู้วงจรพื้นฐานที่นำเอาหลอดสุญญากาศมาทำหน้าที่ขยายสัญญาณในแบบซันต์เร็กกูเลเตอร์กัน
แอมป์หลอด จะมีหลักการทำงานอยู่ 2 วิธีคือ ซิงเกิลเอ็นต์ (single-ended) และพุชพูล (push-pull) แต่ละวิธีก็มีหลักการ
ทำงานที่แตกต่างกัน แต่จะมีส่วนที่คล้ายกันก็คือวงจรขยายสัญญาณวงจรแรกหรือเรียกว่าปรีแอมป์ มีหลักการทำงานที่เหมือนกัน
วงจรปรีแอมป์จะต้องให้ความสำคัญและมีการออกแบบที่สมบรูณ์มากที่สุด เพราะถ้าวงจรขยายวงจรแรกผิดพลาดแล้ว
ความผิดพลาดจะถูกขยายต่อเรื่อยๆ จนไปออกที่ลำโพง จะส่งผลให้คุณภาพของเสียงเครื่องนั้นลดลงทันที ในบทความนี้จะนำเสนอ
ภาคปรีแอมป์ที่นำเอาชันต์เร็กกูเลเตอร์ (Shunt Regulator) มาจ่ายแรงไฟให้วงจร ของหลอดปรีแอมป์ ให้คงที่ตลอดเวลา
ไม่ว่าขณะที่หลอดทำงานจะกินกระแสเพิ่มขึ้นหรือลดลง เมื่อไฟเลี้ยงเพลตคงที่จะส่งผลให้การทำงานของหลอดปรีแอมป์
มีประสิทธ์ภาพสูงมากที่สุด
วงจร ซิงเกิลเอ็นต์ 10 วัตต์แบบ ซันต์ เร็กกูเลเตอร์
วงจรแอมป์หลอดซิงเกิลเอ็นต์ เป็นวงจรที่เป็นพื้นฐานของการนำเอาหลอดสุญญากาศมาทำหน้าที่ขยายสัญญาณ เป็นวงจรง่ายๆ
ไม่สลับซับซ้อน วงจรพื้นฐานจะมีอุปกรณ์น้อยมาก แต่เมื่อมีการพัฒนาเอา ซันต์ เร็กกูเลเตอร์ (Shunt Regulater) มาทำหน้าที่
เพลตโหลด (Plate Load) นั้นก็คือการกำหนดแรงไฟของภาคปรีแอมป์ มีค่าคงที่ตลอดเวลา หรือกล่าวง่ายๆ ว่าแรงไฟมาป้อนให้ขาเพลต
ของปรีแอมป์ เป็นแรงไฟอัตโนมัติจะคงที่ตลอดเวลาไม่ว่าหลอดจะกินกระแสมากขึ้นหรือลดลง จะทำให้หลอดปรีแอมป์มีการขยายสัญญาณ
คงที่ตลอดเวลา และมีความแม่นยำ ทำให้การทำงานภาคปรีแอมป์มีประสิทธิภาพและเที่ยงตรงมาก แต่มีนัก DIY แอมป์หลอดยุคปัจจุบัน
เกิดปัญหาไม่เข้าใจว่าชันต์เร็กกูเลเตอร์ มีวิธีการทำงานอย่างไร เพราะดูจากวงจรหลอดทำหน้าที่ชันต์เร็กกูเลเตอร์ จะสามารถจ่ายไฟ
มาเลี้ยงวงจรปรีแอมป์ได้ด้วยวิธีใด


รูปที่ 1 วงจรซิงเกิลเอนต์ 10 วัตต์ แบบชันต์เร็กกูเลเตอร์
จากรูปที่ 1 วงจรซิงเกิลเอ็นต์ แบบซันต์เร็กกูเรเตอร์ จะประกอบด้วยวงจรต่างๆ ดังนี้
ภาคขยายเสียง จะเป็นรูปแบบซิงเกิลเอ็นต์ มีการขยายสัญญาณ อยู่ 2 ภาคคือภาคปรีแอมป์ และภาคขยายสุดท้าย ในภาคปรีแอมป์
มีการนำเอาวงจรซันต์เร็กกูเรเตอร์มาควบคุมการทำงาน
ภาคจ่ายไฟ จะเป็นแบบบริดจ์ เร็กติฟายเออร์
ภาคปรีแอมป์ หรือภาคขยายภาคแรก มีบทบาทที่มีความสำคัญทีต้องให้มีการทำงานเป็นไปอย่างถูกต้องและเหมาะสมมากที่สุด
สัญญาณที่เป็นอินพุตหรือสัญญาณที่ป้อนเข้ามา อาจจะมาจากหลายแหล่ง เช่น จากเครื่องเล่นแผ่นเสียง จากเครื่องเล่นซีดี
หรือจากเครื่องเล่นชนิดอื่นๆ สัญญาณต่างๆ ที่กล่าวมาแล้วนี้ เป็นสัญญาณทางไฟฟ้าของเสียง หรือเรียกว่า ซาวด์ซิกแนล (Souned Signal)
เครื่องเล่นแต่ละอย่าง ไม่ว่าจะเป็นแผ่นเสียง หรือจากเครื่องเล่น ซีดี จะมีขนาดความแรงของสัญญาณที่แตกต่างกัน ความต้องการ
ของระดับสัญญาณอินพุตที่จะมาป้อนให้ภาคปรีแอมป์นั้น จะต้องการระดับประมาณ 1 VP-P หรือเรียกว่าระดับสัญญาณไลน์ ภาคปรีแอมป์
ที่กำหนดมาตรฐานการขยายเอาไว้ เช่นปรีแอมป์ ขยายสัญญาณอินพุต ได้ 20 เท่า หมายความว่า สัญญาณอินพุตเข้ามา 1 VP-P ภาคปรีแอมป์
ก็ขยายออกไปได้ 20 V ถูกต้องของการออกแบบวงจร แต่ถ้าสัญญาณอินพุตที่เข้ามาต่ำกว่า 1 VP-P เมื่อภาคปรีแอมป์ทำงานความแรง
ของสัญญาณที่ออกจากภาคปรีแอมป์ก็จะน้อยกว่า 20 V ในทางตรงกันข้ามถ้าสัญญาณเข้ามามากกว่า 1 VP-P สัญญาณที่ออกจาก
ภาคปรีแอมป์ก็จะมากกว่า 20 V
ส่วนสำคัญอีกอย่างคือสัญญาณของสัญญาณเสียงจะมีช่วง บวก และช่วงลบสลับกันไปตลอดเวลาจะส่งผลกระทบต่อการทำงานของหลอดสุญญากาศ
โดยตรง เพราะว่าสัญญาณอินพุตช่วงบวกหลอดจะใช้กระแสมาก แต่พอสัญญาณอินพุตเป็นช่วงลบหลอดจะใช้กระแสน้อย จุดนี้เองเป็นปัญหา
ที่ยุ่งยากมากเพราะวงจรพื้นฐานเดิมนั้น วงจรภาคปรีแอมป์ การจ่ายไฟเลี้ยงวงจรจะผ่านเพลตโหลดรีซีสเตอร์ (RL) เมื่อหลอดใช้ กระแสที่
แตกต่างกันแรงไฟผ่านออกจากเพลตโหลดก็จะไม่คงที่คือมีมากและน้อยสลับไปมาตลอดเวลาที่ภาคปรีแอมป์ทำงาน แต่เมื่อนำเอาวงจร
ชันต์เร็กกูเลเตอร์มากำหนดแรงดันไฟของภาคปรีแอมป์แล้ว แรงดันไฟที่ออกไปเลี้ยงวงจรปรีแอมป์จะคงที่ตลอดเวลา เพราะวงจร
ชันต์เร็กกูเลเตอร์จะเป็นวงจรไฟออกไปเลี้ยงวงจรเป็นไปอย่างอัตโนมัติ
ก่อนที่จะศึกษาการทำงานภาคปรีแอมป์ขอให้ศึกษา วงจรพื้นฐานการนำหลอดไตรโอดมาใช้งาน ว่าหลอดสามารถทำงานได้นั้นจะต้องมี
องค์ประกอบที่สำคัญอย่างไรบ้าง โดยเฉพาะผู้ที่เริ่มศึกษาเรื่องหลอดสุญญากาศและอยากจะเข้ามาเรียนรู้ว่าหลอดสามารถได้อย่างไร
ถ้าเราสามารถเข้าใจหลักการทำงานของหลอดขั้นพื้นฐานได้เรื่องหลอดจะเป็นเรื่องไม่ยากที่จะเข้าใจ ขอให้ทำความเข้าใจความรู้ขั้นพื้นฐาน
อย่างชัดเจนก่อน
วงจรพื้นฐาน หลอด ไตรโอด
หลอดไตรโอดเป็นหลอดแรกที่สามารถขยายสัญญาณได้ เช่นสัญญาณทางไฟฟ้าของเสียงหรือที่รู้จักกันว่าขยายเสียง เราต้องทำความเข้าใจถึงหลักการ
ที่หลอดไตรโอดสามารถขยายสัญญาณทางไฟฟ้าของเสียงได้จะต้องมีองค์ประกอบที่สำคัญอย่างไรบ้าง เพื่อจะทำให้เราสามารถเขียนวงจรได้อย่างถูกต้อง
สามารถวิเคราะห์การทำงานของวงจร และสามารถทำการตรวจซ่อมวงจรต่างๆ ได้ด้วยหลักการและเหตุผลที่ถูกต้อง

จากรูปที่ 2 หลอดไตรโอดจะเป็นหลอด 3 ขั้ว (จะไม่นับไส้หลอด) มีโครงสร้างหรือขั้วต่างๆ ภายในหลอดดังนี้
เพลต : จะมีอุปกรณ์หลัก คือ RL เรียกว่าเพลตโหลดรีซีสเตอร์ ในส่วนของเพลตโหลดจะเป็นตัวต้านทาน ส่วนหนึ่งจะต่ออยู่กับแรงดันไฟ +B
และอีกส่วนหนึ่งจะต่อเข้าที่ขาเพลต หน้าที่ของเพลตโหลดมี 2 อย่างคือ เป็นตัวจ่ายไฟให้กับขาเพลต หรือกำหนดแรงดันไฟของขาเพลต
จะมีแรงดันไฟมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับค่าของตัวต้านทาน ถ้าตัวต้านทานมีค่าน้อยไฟขาเพลตก็มาก ในทางตรงกันข้าม ถ้าตัวต้านทานมีค่ามาก
ไฟที่ขาเพลตก็น้อย สิ่งสำคัญอีกอย่างคือ ให้สัญญาณที่หลอดขยายสัญญาณได้แล้วนั้นมาตกคร่อมที่เพลตโหลดรีซิสเตอร์ เพื่อจะนำสัญญาณ
ส่งไปขยายในภาคต่อไป
แคโทด : จะมีอุปกรณ์หลักคือ RK เรียกว่า แคโทดไบอัส คือตัวต้านทานที่ต่อระหว่างแคโทดกับกราวด์ คำว่าไบอัสหมายถึงตัวกำหนดค่าแรงดันไฟ
แรงไฟของแคโทดจะเกิดขึ้นได้อย่างไร เราต้องทราบที่มาของแรงดันไฟของแคโทด คือ เมื่อไส้หลอดติดหลอดมีสภาพดีและมีแรงดันไฟ
มาป้อนให้ที่ขาเพลต (แรงดันไฟผ่าน เพลตโหลด) จะมีแรงไฟเกิดขึ้นภายในหลอดแล้วออกไปที่แคโทด ถ้านำตัวต้านทานมาต่อลงกราวด์
ที่เรียกว่า แคโทดไบอัส ตัวต้านทานนี้จะเป็นตัวกำหนดแรงไฟของแคโทด ตัวต้านทานค่ามากแรงดันไฟที่แคโทดก็จะมาก
และถ้าตัวต้านทานค่าน้อยแรงดันไฟที่แคโทดก็จะมีน้อย สรุปได้ว่าไฟที่แคโทดจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับค่าตัวต้านทานที่ต่ออยู่กับกราวด์
กริด : จะมีอุปกรณ์หลักคือ RG เรียกว่ากริดไบอัส คือตัวต้านทานที่จะมากำหนดแรงดันไฟของกริดโดยทั่วๆ ไปกริดจะต้องมีศักย์เป็นลบ
เมื่อเทียบกับแคโทด
เมื่อทราบถึงอุปกรณ์ขั้นพื้นฐานของวงจรที่สามารถทำให้วงจรขยายสัญญาณสามารถทำงานได้ จะพบว่าในส่วนของขาเพลต
จะมีตัวต้านทานที่เรียกว่า เพลตโหลดรีซีสเตอร์ (RL) เป็นตัวต้านทานที่ต่ออยู่กับแหล่งจ่ายไฟ เมื่อมาผ่านตัวต้านทาน (RL)
ค่าตัวต้านทานก็จะเป็นตัวกำหนดแรงไฟที่จะเลี้ยงเพลต มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับค่าของตัวต้านทาน แต่ถ้าต้องการแรงไฟไปเลี้ยงวงจร
ปรีแอมป์อย่างอัตโนมัติ จะใช้วงจรซันต์เร็กกูเรเตอร์มาควบคุม
ชันต์เร็กกูเลเตอร์ (Shunt Regulater) หมายถึงวงจรควบคุมแรงไฟให้คงที่อย่างอัตโนมัติแบบอนุกรม เพื่อไปเลี้ยงโหลดต่างๆ
เพื่อให้เข้าใจได้ง่ายขึ้นว่าชันต์เร็กกูเลเตอร์มีบทบาทอย่างไร นั้นก็คือชันต์เร็กกูเลเตอร์ จะสามารถจ่ายไฟออกไปเลี้ยงวงจรต่างๆ
ได้อย่างอัตโนมัติ และกำหนดค่าแรงไฟที่ออกไปได้อย่างถูกต้องตลอดเวลา หรือเป็นตัวควบคุมแรงไฟออกไปเลี้ยงโหลดต่างๆ
ได้อย่างถูกต้องนั้นเอง


จากรูป จะเห็นได้ว่าเมื่อภาคจ่ายไฟจ่ายไฟออกมาได้แล้วนั้นคือ + B3 = 225 V จะไม่นำไปเลี้ยงโหลดโดยตรง แต่จะมาผ่าน
วงจรชันต์เร็กกูเลเตอร์ก่อน เพื่อให้วงจรชันต์เร็กกูเลเตอร์กำหนดแรงไฟอย่างอัตโนมัติตามที่โหลดต้องการ ในวงจรจะพบว่าโหลด
คือภาคปรีแอมป์ วงจรชันต์เร็กกูเลเตอร์ จะจ่ายไฟออกไปเลี้ยงวงจร 100 โวลต์ได้ถูกต้องตลอดเวลา
ในเครื่องเสียงทีมีระดับมักเอาวิธีการของซันต์เร็กกูเตอร์มาใช้งานในภาคปรีแอมป์ ถ้าสังเกตวงจรจะพบว่ามีหลอดด้านบน
คือหลอด 12AX7 (A) เป็นหลอดชันต์เร็กกูเลเตอร์ส่วนหลอดด้านล่าง เป็นหลอดปรีแอมป์ คือหลอด 12AX7 (B) เหตุผล
ที่ต้องมาเพิ่มวงจรชันต์เร็กกูเลเตอร์ เป็นเพราะว่า สัญญาณที่ป้อนเข้ามาที่อินพุต เข้าหลอดปรีแอมป์ สัญญาณจะมีทั้งเฟสบวก
และเฟสลบสลับกันตลอดเวลา สัญญาณในจังหวะเฟสบวกหลอดปรีแอมป์จะกินกระแสมาก แต่ในจังหวะเฟสลบหลอดจะกินกระแสน้อยลง
ทำให้แรงไฟจ่ายให้ปรีแอมป์สวิงขึ้นและลง หลอดปรีแอมป์จึงทำงานไม่คงที่แน่นอนส่งผลให้การขยายสัญญาณไม่คงที่
คือรูปสัญญาณผิดเพี้ยนได้ง่าย โดยเฉพาะวงจรปรีแอมป์ขั้นพื้นฐานที่ขาเพลต จะมีเพลตโหลดรีซีสเตอร์ (RL) เป็นตัวต้านทาน
ที่มากำหนดแรงไฟของเพลต หลอดปรีแอมป์เมื่อมีสัญญาณ ใช้กระแสที่แตกต่างกันในช่วงบวกและลบของสัญญาณจะส่งให้แรงไฟ
ที่ขาเพลตมากขึ้นหรือลดลงตามไปด้วย


จากรูปที่ 4 มาพิจารณาว่าชันต์เร็กกูเลเตอร์ คือหลอด 12AX7 (A) ทำงานได้อย่างไร เริ่มต้นแรงดันไฟจากภาคจ่ายไฟคือ +B3 = 225 V
ต่อเข้าที่ขาเพลต (ขา 1) โดยตรงส่งผลให้แคโทด (ขา 3) จะเริ่มมีแรงดันไฟออกจากระดับต่ำๆ ประมาณ 5 โวลต์ค่อยๆ เพิ่มสูงขึ้นไปเรื่อยๆ
เป็น 10 โวลต์ 20 โวลต์ตามลำดับ แรงดันไฟในส่วนนี้จะผ่าน R5 ไปเป็นกริดไบอัสทำให้ขากริด (ขา 2) ทำให้ขากริดมีแรงดันไฟเป็นบวก
(ถ้าขากริดไม่มีแรงดันไฟบวกหลอดจะหยุดการทำงาน คือจะไม่มีแรงดันไฟออกที่แคโทด) จะส่งผลมีแรงดันไฟออกที่แคโทดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
จนถึงระดับที่หลอดปรีแอมป์ต้องการ (ประมาณ 100 โวลต์) แรงดันไฟนี้จะคงที่ตลอดเวลา ไม่ว่าหลอดปรีแอมป์จะกินกระแสมากขึ้นหรือลดลง
เพราะถูกควบคุมด้วยกริดไบอัส ดังนั้นแรงดันไฟที่ ออกจากแคโทดประมาณ 100 โวลต์จะผ่าน R4 ก็จะเลี้ยงขาเพลต (ขา 6)
ของหลอดปรีแอมป์ต่อไป
สรุปในข้อนี้ทำความเข้าใจให้ดีว่า ไฟที่ออกไปจากวงจรชันต์เร็กกูเลเตอร์ เกิดขึ้นได้อย่างไร
ขั้นตอนที่ 1 ที่หลอดชันต์เร็กกูเลเตอร์ (12AX7 (A)) จะต้องมีไฟจากแหล่งจ่ายไฟ + B3 = 225 V มาต่อเข้าที่ขาเพลต (ขา 1) 225 โวลต์
ขั้นตอนที่ 2 หลอดชันต์เร็กกูเลเตอร์เริ่มทำงาน จะมีไฟออกจากแคโทด (ขา 3) จากระดับต่ำก่อน (5 โวลต์) แล้วค่อยๆ เพิ่มเป็น 10 โวลต์,
20 โวลต์ ตามลำดับแล้ว เพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ
ขั้นตอนที่ 3 แรงดันไฟที่แคโทดส่วนหนึ่งจะไปเป็นกริดไบอัส ไปเข้าขากริด (ขา 2) โดยผ่าน R5 แรงดันไฟกริดจะได้เป็นแรงดันไฟบวก
(ถ้าไม่มีแรงดันไฟบวกมาเป็นกริดไบอัส หลอดจะหยุดการทำงานทันที)
ขั้นตอนที่ 4 แรงดันไฟออกที่แคโทด (ขา 3) จะคงที่ที่ 100 โวลต์ ตลอดเวลา แรงดันไฟนี้จะส่งไปเลี้ยงภาคปรีแอมป์ต่อไป
ภาคปรีแอมป์ จะใช้หลอด 12AX7 (B) สัญญาณอินพุต จะมาผ่านวอลลุ่ม (VR 1) เพื่อเร่ง-ลด ความแรงของสัญญาณที่ป้อนเข้ามา
และจะผ่าน ซี-คัปปลิ้ง (C1) เข้าขากริด (ขา 7) ถ้าองค์ประกอบถูกต้องจะขยายสัญญาณออกไปที่ ขาเพลต (ขา 6) สัญญาณจะผ่าน
ซี-คัปปลิ้ง (C2) เพื่อส่งต่อไปยังภาคขยายสุดท้ายต่อไป เพื่อเป็นการยกระดับ การตอบสนองความถี่ ต่ำ – กลาง – สูง ที่แคโทดไบอัส
ระหว่างตัวต้านทาน R2 และ R3 จะนำเอาสัญญาณฟีดแบคซิกแนล มาต่อเข้าจะส่งผลให้การทำงานของภาคปรีแอมป์ทำงานได้อย่าง
มีประสิทธิ์ภาพสูงขึ้น ฟีดแบคซิกแนลจะได้มาจาก เอาต์พุตทรานสฟอร์เมอร์ที่ขั้ว 16 Ω
ภาคขยายสุดท้าย : จะนำเอาสัญญาณจากภาคปรีแอมป์มาขายายอีกครั้งเพื่อถ่ายทอดให้กับลำโพง โดยใช้หลอด เบอร์ 6L6


ทางเดินของสัญญาณ จากภาคปรีแอมป์ เมื่อสัญญาณผ่าน ซี-คัปปลิ้ง (C2) สัญญาณก็จะเข้าขากริด
(ขา 5) ถ้าองค์ประกอบของหลอดภาคขยายสุดท้ายถูกต้องสัญญาณจะขยายออกไปที่ขาเพลต (ขา 3) ส่งต่อไปยังเอาต์พุต ทรานสฟอร์เมอร์
แล้วถ่ายทอดสัญญาณไปยังลำโพง
เอาต์พุตทรานสฟอร์เมอร์ หรือหม้อแปลงเอาต์พุต เป็นอุปกรณ์ที่มีความสำคัญทำหน้าที่ถ่ายทอดสัญญาณทางไฟฟ้าของเสียงจาก
ภาคขยายสุดท้ายไปให้ลำโพง ในส่วนนี้จะต้องคำนึงถึงเรื่องอิมพีแดนต์แมตซิ่ง (Impedance Matching) ทางด้านขดไพมารี่หรือปฐมภูมิ
จากหลอด 6L6 ขาเพลต (ขา 3) จะมาต่อที่เอาต์พุตค่าอิมพีแดนซ์ 5 K ส่วนทางด้านขดเซ็กกันดารี่หรือทุติยภูมิจะมี 0 – 4Ω – 8Ω -16 Ω
การต่อลำโพงก็จะต้องคำนึงเรื่องแมตซิ่งด้วยเช่นกัน ในส่วน 16Ω จะเป็นจุดกำเนิดฟีดแบคซิกแนล คือสัญญาณย้อนกลับ จะนำสัญญาณนี้
ไปปรับปรุงการทำงานภาคปรีแอมป์ จะช่วยยกระดับคุณภาพให้ดีขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง

ภาคจ่ายไฟ เป็นภาคที่ต้องให้ความสำคัญอีกภาคหนึ่ง จุดมุ่งหมายของภาคจ่ายไฟก็คือต้องดำเนินการจ่ายไฟไปเลี้ยงวงจรต่างๆ ให้ถูกต้อง
เช่นจ่ายไฟสูงกระแสตรง (DC) ไปเลี้ยงโหลดหรือวงจรภาคขยายเสียงต่างๆ และจ่ายไฟต่ำ ไปจุดไส้หลอด พิจารณาการทำงานของวงจรได้ดังนี้


จากรูปวงจรภาคจ่ายไฟ อุปกรณ์หลักที่ต้องคำนึงถึงคือ เพาเวอร์ทรานสฟอร์เมอร์ หรือ หม้อแปลงไฟฟ้า, วงจรเร็กติฟายเออร์ และวงจรฟิลเตอร์
หรือ กรองกระแสเพาเวอร์ทรานสฟอร์เมอร์ หรือหม้อแปลงไฟฟ้า เป็นอุปกรณ์เพิ่มหรือลดระดับแรงดันไฟกระแสสลับ (AC) ให้ได้ระดับตามต้องการ
โดยตัวหม้อแปลงนั้นต้องคำนึงขนาดของกระแสที่ต้องการเพื่อให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยเมื่อทำงานจะไม่ก่อให้เกิดความร้อน
พิจารณาจากวงจรดังนี้
ขดปฐมภูมิ คือ ขดแรงดันไฟเข้า ของกระแสสลับ (AC) 0 V และ 220 V
ขดทุติยภูมิ คือ ขดแรงดันไฟออก ของกระแสสลับ (AC) จะมี 3 ชุด
ชุดที่ 1 คือชุด 0 – 250 V 300 MA สำหรับไปใช้วงจรเร็กติฟาย
ชุดที่ 2 คือชุด 0 – 6.3 V 3 A สำหรับใช้จุดไส้หลอด ชุดที่หนึ่ง
ชุดที่ 3 คือชุด 0 – 6.3 V 3 A สำหรับจุดไส้หลอด ชุดที่สอง
สำหรับผู้อ่านที่ต้องการประกอบแอมป์ชุดนี้ ก็สามารถใช้ข้อมูลนี้สั่งพันหม้อแปลง กับร้านหม้อแปลงที่ใกล้บ้านท่านได้
วงจรเร็กติฟายเออร์ เป็นวงจรเปลี่ยนไฟกระแสสลับ (AC) เป็นไฟกระแสตรง ( DC) โดยในที่นี้จะใช้บริดจ์ไดโอด ขนาด 2 A 600 V
วงจรฟิลเตอร์ หรือกรองกระแส เป็นวงจร R – C ฟิลเตอร์ จะต้องให้ความสำคัญต่ออุปกรณ์ที่ใช้ในวงจร โดยเฉพาะค่าของซีฟิลเตอร์ ทั้ง 4 ตัว
จะใช้ค่า 100 µF อัตราทนแรงดันไฟ 600 โวลต์ ส่วนตัวต้านทานจะใช้ค่าตามที่ กำหนด แต่ละตัวจะใช้ความต้านทาน 300 Ω 5 วัตต์
เมื่อการทำงานถูกต้องแล้วจะก่อให้เกิดแรงดันไฟไปเลี้ยงโหลด 3 ระดับ คือ
+ B1 = 300 VDC (ไฟกระแสตรงระดับสูงสุด)
+ B2 = 280 VDC (ไฟกระแสตรงระดับที่สอง)
+ B3 = 225 VDC (ไฟกระแสตรงระดับที่สาม)
จะเห็นว่าไฟกระแสตรงหรือไฟดีซี (DC) ที่ออกไปเลี้ยงโหลด มีเพียง 3 ระดับ เท่านั้น เมื่อท่านประกอบแอมป์หลอดเสร็จเรียบร้อย
ภาคจ่ายไฟจะต้องตรวจดูว่าแรงดันไฟกระแสตรงทั้ง 3 ระดับนี้มีครบถูกต้องหรือไม่ ตัวอย่างวงจรจ่ายไฟที่ประกอบลงบนแผ่นพริ้นต์เรียบร้อยแล้ว

อ้างอิง  link : http://www.semi-journal.com/%E0%B8%8B%E0%B8%B4%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%A5%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B9%8C-10-%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%95%E0%B9%8C/

อ.นิคม พ.  เรียบเรียง